นายแดเนียล แอนดรูว์ส ผู้ว่าการรัฐวิกตอเรีย ประกาศข่าวดีแก่ชาวเมลเบิร์น โดยเตรียมจะยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ที่ยาวนาน และคลายมาตรการคุมเข้มหลายอย่างในวันศุกร์ที่จะถึงนี้ หลังจากที่การฉีดวัคซีนเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย รวมเวลาในการล็อกดาวน์ 6 ครั้งนับตั้งแต่เดือนมีนาคมปีที่แล้ว นานถึง 262 วัน หรือเกือบ 9 เดือน ซึ่งนับว่ายาวนานที่สุดในโลก ทำลายสถิติของกรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ที่ล็อกดาวน์รวมทั้งสิ้น 234 วัน

โดยสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในรัฐวิกตอเรียล่าสุด ยังคงมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น โดยในวันอาทิตย์มีผู้ติดเชื้อเพิ่ม 1,838 ราย และเสียชีวิต 7 ศพ แต่อัตราการฉีดวัคซีนก็เพิ่มขึ้นเท่าตัว ทำให้สามารถฉีดวัคซีนได้ถึงเป้าหมาย 70 เปอร์เซ็นต์ของประชากรในสัปดาห์นี้ จนนำไปสู่การผ่อนคลายมาตรการต่างๆ อย่างการเปิดธุรกิจหลายประเภท ขณะเดียวกันยังตั้งเป้าว่าจะสามารถฉีดวัคซีนให้ประชาชนในรัฐวิกตอเรียจนครบโดสได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ภายในวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ และจะมีการผ่อนคลายมาตรการอื่นๆ ตามมาอีก

ขณะที่รัฐเพื่อนบ้านอย่างนิวเซาท์เวลส์ ที่เพิ่งยกเลิกล็อกดาวน์หลังปิดเมืองมานาน 100 วัน มีรายงานผู้ติดเชื้อเพิ่ม 301 ราย และเสียชีวิต 10 ศพ ขณะที่ประชากรราว 80 เปอร์เซ็นต์ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว

โดยประเทศออสเตรเลียที่เคยรักษาตัวเลขผู้ติดเชื้อเป็นศูนย์ ได้อย่างยาวนาน ก่อนที่จะต้านไม่อยู่เพราะการระบาดของเชื้อกลายพันธุ์เดลตา กำลังเปลี่ยนนโยบายมาเป็นการอยู่ร่วมกับไวรัสให้ได้ โดยเน้นการฉีดวัคซีนอย่างเข้มข้น หลังตระหนักว่าเชื้อกลายพันธุ์เดลตาเป็นเชื้อที่ยากแก่การควบคุม โดยกระทรวงสาธารณสุขออสเตรเลียระบุว่า ทางการออสเตรเลียกำลังเตรียมจะเปิดให้นักท่องเที่ยวจากเกาะใต้ของนิวซีแลนด์สามารถเดินทางเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องกักตัวอีกครั้งตั้งแต่วันพุธเป็นต้นไป เนื่องจากในพื้นที่ดังกล่าวไม่พบการระบาดของโรค ขณะเดียวกันทางรัฐบาลยังมีการหารือกับสิงคโปร์ เพื่อเตรียมเปิดการเดินทางระหว่างกัน สำหรับผู้ที่รับวัคซีนครบโดสแล้วด้วย